“เมื่อความลี้ลับคือความรัก, จึงมีความรักในความลี้ลับ” บทวิจารณ์โดยผู้กำกับภาพยนตร์ วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์

 

“เมื่อความลี้ลับคือความรัก, จึงมีความรักในความลี้ลับ”

 

บทนำ (exposition)

         

หนังสือรวมเรื่องสั้น “อาถรรพ์ในนามของความรัก - Haunted in the Name of Love and Passion” โดยนักเขียน “Pyn Tazanavi” เล่มนี้อยู่ในบริบทของ “เมื่อความลี้ลับคือความรัก” ผมนึกถึงคำในภาษาสเปนที่นิยามเรื่องเล่าแบบลี้ลับว่า “Intrigar” ซึ่งมีความหมายเดียวกับ “การวางอุบาย (to trick, deceive or cheat)” ในภาษาฝรั่งเศส ทั้งนี้นั่นเพราะนักเขียนหญิงท่านนี้เคยเป็นอาจารย์สอนด้านภาษาสเปนที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคอีสานด้วย แต่อาจจะเป็นคนละบริบทในทิศทางเดียวกันกับคำว่า “les mystères” ที่หมายถึงแนวทางการเขียนวรรณกรรมที่เปิดเผยชีวิตประจำวันของเหล่าพระสงฆ์ในศาสนาเก่าฝรั่งเศส, และเนื่องจากความไม่เข้าใจใน “กุศโลบาย” รวมถึงสิ่งที่ไม่ทราบค่าแบบ “unknow force”, สิ่งนั้นจึงเป็นสิ่งที่ลี้ลับและน่ากลัว

         

คล้ายกับในงานด้านสัญศาสตร์, ในรูปแบบของงานเขียนเพื่อเล่าเรื่องบางชนิด, เราไม่อาจทราบโดยทันทีว่าใครเป็นคนพูดในงานวรรณกรรม, แต่เมื่อทราบว่าใครพูด ก็ไม่ทราบได้ว่าคนที่กำลังพูดในหนังสือนั้นมีเพศสภาพที่จริงแท้แบบไหน, หรือแม้กระทั่งคนหรือสัตว์ที่กำลังอธิบายเหตุการณ์ในเรื่องเล่าชุดนั้น, จนกว่าจะได้เปิดเผยออกมา, ซึ่งความลี้ลับดังกล่าวคือการไม่ถูกเปิดเผย, จึงเป็นความเป็นไปในเรื่องของการเคลื่อนผ่านด้าน “ภาษา, ชุดเรื่องเล่า, ภาษิต หรือวาทกรรม” ที่หยิบยืมมาจากอารยธรรมอื่น, เช่นเดียวกันกับที่นักจิตวิเคราะห์ชาวฝรั่งเศสให้คำจำกัดความเอาไว้ว่า “จิตไร้สำนึกมีโครงสร้างเหมือนภาษา”

         

“ความจริง” นั้นมีหลายระดับ, ในกรณีนี้, ชุดความจริงที่เกิดขึ้นจากชุดเรื่องเล่าดังกล่าว จึงมีลักษณะเป็นเพียง “Hyperrealism Simulacrum” อันหมายถึง “แบบจำลองอันยิ่งยวดของความจริง” ที่ได้สร้างความจริงให้พ้นไปจากความจริงแท้ในลักษณะ “authentic” เนื่องจากมุมมองของความจริงในระดับปัจเจกอัตวิสัย

         

แต่โดยวัฒนธรรมบางประการของคนอีสานคำว่าลี้ลับในบริบทของหนังสือเล่มนี้จึงมีความหมายใกล้เคียงกับคำในภาษาอีสานว่า “ขะลำ” หรือ “tabu” ในทางสากล, อันหมายถึงการ “ผิดผี” ในความเชื่อทางศาสนาที่นับถือผี หนังสือเล่มนี้จึงหมิ่นเหม่ทางศีลธรรมบางประการ, จากการตีความของคนอ่าน, ในความหมายของความรักที่แตกต่างกันไปแต่ละปัจเจกบุคคล, จึงทำให้เกิดประโยคที่ว่า “ความรักไม่ใช่เรื่องของความโรแมนติกเสมอไป”

         

และเนื่องจาก “ตัวละครหลัก” ที่แท้จริงในงานวรรณกรรมชุดนี้คือ “แมว” เป็นแมวที่ไม่ค่อยแข็งแรงและขาดความอบอุ่น ที่ถูกแม่แมวทอดทิ้ง เนื่องจากธรรมชาติของแม่แมวจรในเขตเมือง, หลังคลอดลูก แม่แมวก็จะเก็บลูกแมวที่แข็งแรงไว้เท่านั้น ซึ่งเป็นเงื่อนไขตามธรรมชาติเพื่อความอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าแมวไม่มีเจ้าของ

 

เรื่อง 0 : เปลือกหอยสีรุ้ง

         

เรานั้นต่างเป็น “นักท่องเที่ยว, นักเดินทาง หรือนักผจญภัย” อย่างน้อยก็ในระดับใดระดับหนึ่ง, เรื่องเล่าเรื่องแรกถูกเล่าผ่านมุมมองของหญิงสาวไทย, เรื่องเริ่มต้นขึ้นใน Hostel แห่งหนึ่งในประเทศศรีลังกา, Hostel ที่บรรจุผู้คนหนุ่มสาวนานาชาติกับการเดินทางแสวงหาความหมายของชีวิต, หญิงสาวชาวไทยกับอัตลักษณ์อันเหลื่อนไหลในลักษณะลี้ลับ เพราะเราไม่อาจทราบได้แน่ชัดว่าใครกับใครกับมีความสัมพันธ์สวาท, และในระดับไหนกันแน่

 

เรื่อง 1 : หาดทรายสีขาวของเราสองคน

         

เรื่องราวได้ข้ามมหาสมุทรอินเดียมาที่ฝั่งประเทศไทย, การเปิดเผยเรื่องราวของคู่รักเลสเบี้ยน กับการเดินทางไปสู่พื้นที่ที่ไม่คุ้นเคยแบบ “uncanny” หรือไม่เคยรู้จักมาก่อนแบบ “jamais vu”,  เป็นการผจญภัยโดยที่ไม่ทราบคำตอบล่วงหน้า, ทั้งคู่เดินทางไปที่รีสอร์ตริมทะเลที่ไม่ไกลจากกรุงเทพมหานคร, พื้นที่ดังกล่าวที่อาจจะมีอยู่จริงหรือไม่ก็ไม่อาจทราบได้, หรือเป็นเพียงภาพแทนของพื้นที่แห่งความอิสรภาพที่หลีกหนีจากความคาดหวังทางสังคม, แต่สังคมนั้นเป็นสังคมแบบใดกัน? ภาพที่ปรากฏ, ภาพที่อยากให้คนอื่นเห็น หรือภาพความจริงที่เป็นอยู่จริงๆ

 

เรื่องที่ 2 : ฝันดีของแมวดำ

         

เมื่อ “แมว” เคลื่อนไปสู่การเป็นตัวละครหลัก, คล้ายกับการฟังเรื่องราวที่ไม่ปะติดปะต่อ ของการให้ปากคำกับตำรวจ, ผ่านมุมมองของแต่ละบุคคล (รวมถึงแมว) จากเหตุการณ์ปล้นชิงทรัพย์ที่รีสอร์ทริมทะเลดังกล่าว ซึ่งมาถึงตอนนี้ดูคล้ายว่าหนังสือจะเปิดเผยตัวตนของตนเองว่าเป็นผลงานชนิด “Omnibus" ที่เหมือนจะแยกเรื่องราวทั้งหมดออกจากกัน แต่แท้จริงเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกัน โดยมีตัวละครหลักในแต่ละตอนที่สลับเปลี่ยนผ่านกันทำหน้าที่นี้

 

เรื่องที่ 3 : รุ่งอรุณสีชมพู

         

แม้ว่าจะคุ้นเคยกับงานเขียนแบบ “หักมุมตอนจบ (twisted ending)” แต่งานเขียนรวมเรื่องสั้นที่เกือบจะนวนิยายขนาดยาวเล่มนี้กลับ “plot twisted” ในทุก 2 หรือ 3 หน้ากระดาษ ซึ่งทำลายล้างความคุ้นเคยของผู้อ่าน โดยอาจไม่ได้ตั้งตัวมาก่อน, ซึ่งโดยปกติการเขียนเรื่องสั้นหรือนวนิยายจะต้องดำเนินเรื่องด้วยรูปแบบเดียวเพื่อความเป็น “อันหนึ่งอันเดียว (unity)”, ในตอนต้นของเรื่องนี้ได้ดำเนินเรื่องราวมาในลักษณะ “Le Policier” หมายถึง “เรื่องเล่าที่เกี่ยวกับตำรวจและอาชญากรรม” ซึ่งดูเหมือนจะเป็นนิยายนักสืบรหัสคดี, แต่อาจจะไม่เสมอไป

 

เรื่องที่ 4 : ผมไม่ใช่ไมโครพลาสติกสีฟ้า

         

ด้วยการทดลองอย่างหนักหน่วงด้านวรรณกรรม, หนังสือเล่มนี้จึงดำเนินเรื่องราวด้วยเป็นงานเขียนลักษณะ “Omnibus Experimental” ที่รวมหลากหลายแนวทางของการเขียนงานวรรณกรรม, จึงไม่สามารถคาดเดา “Genre” หรือ “Style” ของเรื่องราวที่ใช้คาดการณ์ล่วงหน้าตามความคุ้นเคยของ “วิธีการวิทยา (methodology)” แบบเดิม, ในตอนท้ายเรื่องจึงเป็นการเปิดเผยถึงการเสพติดความเจ็บปวดที่มีลักษณะเข้าข่าย “ซาดิสม์-มาโซคิสม์ (sadomasochism)”, แม้จะไม่ชัดเจนมากนักก็ตาม

 

เรื่องที่ 5 : โบกระดาษสีส้ม

         

Little by little, เรื่องราวดำเนินต่อเนื่องอย่างสิ่งละอันพันละน้อยมาสู่ “ชนชั้นแรงงาน (working class)” หลังจากที่หนังสือเล่มนี้เริ่มต้นเรื่องในประเทศไทยที่เกี่ยวกับ “สังคมของชนชั้นสูง (hi-socierty)”, เป็นแบบจำลองทางสังคมในร้านอาหารริมทะเลแห่งหนึ่งที่อธิบายพฤติกรรมมนุษย์ในลักษณะ “แอบติดตามคนอื่นแบบซ่อนเร้น (stalking)” และ “หมกมุ่นคลั่งไคล้คนในเครื่องแบบ (fetish)”, ซึ่งในขณะเดียวกันก็เรื่องราวก็พยายามอธิบายถึง “ความมีอคติกับเพศสภาพแบบอื่น” (และการมีอคติอยู่การดำรงอยู่ของชีวิตในรูปแบบอื่น, ในทางกลับกัน), ซึ่งมีบริบทที่เกี่ยวข้องกับระบบอุปถัมก์ที่แฝงตัวอยู่ในระบบการศึกษาและการจ้างงานในแวดวงธุรกิจไฮโซ, จากนั้นเรื่องราวเรื่องก็หักมุมแบบหมุนวนกลับไปสู่ประเด็นอัตลักษณ์ที่เลื่อนไหลอีกครั้ง

 

เรื่องที่ 6 : ทุ่งครามดาว

         

เรื่องราวในตอนนี้มีบทสนทนาที่ใช้ภาษาอีสาน, ซึ่งในความเป็นจริงนั้น, ภาษาอีสานเป็นเพียงภาษาพูดของชาติพันธุ์ลาวพลัดถิ่นที่ไม่ได้มีภาษาเขียนของตัวเอง, เป็นเรื่องของกะเทยในระดับมหาวิทยาลัย, อันที่จริงในอดีต, คำว่า “กะเทยแท้ (Hermaphrodite)” ในทางชีววิทยาหมายถึง “มนุษย์ที่เกิดมาและมีอวัยวะสืบพันธุ์ (Sexually Reproducing Organism) ทั้งสองเพศ (Female-Male) ในร่างเดียวอย่างสมบูรณ์” ตามความหมายอย่างตรงไปตรงมาและไม่ใช่คำเปรียบเปรย, ซึ่งมีความเป็นไปได้จะค้นหาประวัติการค้นพบทางวิทยาศาสตร์นี้ได้ในเอกสารเก่าของนักวิทยาศาสตร์ในอดีต, ซึ่งหมายถึงอดีตเมื่อราว 200 ปีก่อน, แต่ในปัจจุบัน, ความซับซ้อนของ LGBTQ นั้นซับซ้อนยิ่งกว่า “Quatum Physics” ที่เรียนในระดับชั้นมัธยมปลาย, ผม (คนที่กำลังเขียนงานชิ้นนี้) หมายความตามนั้นจริงๆ, และเป้าหมายของการมีมหาวิทยาลัยนั้นมุ่งเน้นให้มีความคิดแบบ “Philosophy” ที่หมายถึง “ความรักในความรู้” หาใช่การหมกหมุ่นกับข้อมูลเบื้องต้นของความรู้ในลักษณะ “Fundamental" เพียงเท่านั้น

 

เรื่องที่ 7 : สร้อยหินสีไวน์แดง

         

เรื่องราวกลับมาที่ระบบอุปถัมในวัฒนธรรมองกรค์จากตอนก่อนหน้านี้อีกครั้ง, ได้อธิบายถึงมนุษย์ที่มีพฤติกรรมแบบ “หมกมุ่นในวัตถุที่ทำให้เกิดความหลงไหล (Object of Obssesion and Fasination)”, ตัวละครหลักในตอนนี้ได้เดินทางไปในขบวนรถไฟสายหนองคาย, เป็นเรื่องราวที่ถูกเล่าเกี่ยวกับตนเองแบบ “หลงตัวเอง (Narcissisticism)” ที่ต่างไปจาก “การเล่าเรื่องราวด้วยตนเอง (Existentialism)”, และเวลาที่หยุดนิ่งในขบวนรถไฟในห้วงเดิม, หากแต่ในลักษณะทางสัญศาสตร์สากลโดยทั่วไป, ขบวนรถไฟจะมีหมายถึงความมีอารยธรรมและการเดินทางไปสู่อนาคต, แต่สำหรับบุคคลบางกลุ่มในทางตรงกันข้าม, จะหมายถึงการหยุดเวลาที่ดูเหมือนว่าจะดีที่สุดไว้ตลอดกาลภายใต้ช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์เฉพาะกลุ่ม

         

ในทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มีคำจัดความ “กลุ่มบุคคลย่อย” ที่นำไปสู่ความการเป็นลัทธิความเชื่อเฉพาะกลุ่มแบบนี้ว่า “Cult”, ดังนั้นภาษาที่ถูกใช้ในภาษาเฉพาะกลุ่มเหล่านี้จึงไม่ได้มีความหมายแท้จริงตามความหมายดั้งเดิมโดยปกติ, กลุ่มย่อยทางสังคมในลักษณะนี้จะต้องมีการเชื่อมโยง “วัตถุเข้ากับบุคคล” ที่เข้าข่าย “ศาสดา”,  “ผู้นำลัทธิ”, “คนพิเศษ”, “ผู้วิเศษ” หรืิอ “คนมีบุญ” ที่ยังคงอยู่ภายใต้วัตถุและรูปลักษณ์แบบอื่นๆ, ถึงแม้ว่าผู้นำกลุ่มเหล่านั้นได้หายไปจากโลกใบนี้ตามความเป็นจริง

 

เรื่องที่ 8 : ก่อนจะเป็นร้านหนังสือสีมิดไนต์บลู

         

แม้ตอนนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสภาวะ “Cult” ดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมามากนัก, ซึ่งควรจะเรียกว่า “เป็นผลสืบเนื่องที่เกิดจากสิ่งดังกล่าว”, หญิงสาวกับเรื่องราวที่ถูกเล่าแบบ Existentialism ที่เปิดร้านหนังสือกับสถานะของอดีตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในประเทศไทย, และโดยเงื่อนไขของ “การถูกวางอุบาย” จากเงื่อนไขของ “วิทยาศาสตร์-พุทธศาสตร์” ​ที่ไม่มีคำตอบในตัวเอง, คำตอบเหล่านั้นจึงเป็นไปลักษณะเช่นเดียวกันกับ “Metaphysics” ซึ่งหากแปลตรงตามตัวอักษรจะหมายถึง “กายภาพในตัวเอง” แต่ในทางปรัชญาศาสตร์จะหมายถึง “ความจริงในสิ่งนั้นๆ ด้วยการพิจารณาตามความเป็นจริง” แต่ในภาษาทางพุทธศาสตร์จะใช้คำว่า “อภิปรัชญา” ​ที่หมายถึงความรู้ในความจริงที่ใหญ่กว่า, นั่นก็คือความจริงที่จริงแท้กว่า

 

เรื่องที่ 9 : โปสต์การ์ดสีกาแฟ

         

เรื่องราวหมุนวงโคจรย้อนกลับไปที่วงโคจรที่ใหญ่กว่าในเรื่องที่ 0 (เปลือกหอยสีรุ้ง), เมื่อเงื่อนไขของการกำหนดเพศสภาพของมนุษย์ด้วยความเป็นมนุษย์, ได้กำหนดรูปแบบทางชีววิทยาไว้ที่ “Straight Gender” เป็นหลัก, จึงเกิด "Non-Straight Gender” มาภายหลัง, แต่สิ่งที่ควรจะถกเถียงอย่างแท้จริงคือ “การทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์โดยปกติได้อย่างไร” ภายใต้เงื่อนไขของ “Triangle Problems” ที่ผ่านมาทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้

 

บทส่งท้าย (epilogue)

         

หนังสือรวมเรื่องสั้น “อาถรรพ์ในนามของความรัก - Haunted in the Name of Love and Passion” เล่มนี้ เป็นงานวรรณกรรมที่ใช้เทคนิคการเขียนหนังสือที่ผสมผสานระหว่าง วรรณกรรมแบบเรื่องสั้น, เรื่องยาว, ละครเวที และภาพยนตร์ รวมถึงใช้วิธีการเขียนงานแบบ “Interlude Omnibus” หมายถึงการ “ฉลับฉาก” ที่พัฒนามาจากการเขียนบทภาพยนตร์ในรูปแบบภาพยนตร์ร่วมสมัย ด้วยการสลับตัวละครหลักที่นำพาคนอ่านไปสู่เรื่องราวตามที่หนังสือต้องการ, อย่างไรก็ตามภาวะของนักเขียนหนังสือเล่มนั้นสิ้นสุดลงเมื่อคนอ่านได้หยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาอ่านจนจบ, และนำไปสู่กระบวนถอดรหัสความหมายตามแต่ปัจเจกบุคคล

                    

“แนะนำว่าหนังสือเล่มนี้คุ้มค่ากับการซื้อมาอ่านครับ”

 

 

09 July 2025

กรุงเทพมหานคร

วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์

No comments:

Post a Comment